การตั้งครรภ์: การปฏิบัติ โอกาส ครรภ์ ปรึกษาแพทย์ | กุลพัฒน์การแพทย์ เด็กหลอดแก้ว ทำ ivf
Find us on facebook youtube
ฝากครรภ์ที่กุลพัฒน์การแพทย์ คลอดที่ศรีพัฒน์ฯ ราคาคลอดปกติ 35,000 บาท ผ่าคลอด 49,000 บาท ใช้ถึงคุณแม่ที่คลอดวันที่ 30 ก.ย.2561 ปีนี้ค่ะฝากครรภ์ที่กุลพัฒน์การแพทย์ คลอดที่ศรีพัฒน์ฯ ราคาคลอดปกติ 35,000 บาท ผ่าคลอด 49,000 บาท ใช้ถึงคุณแม่ที่คลอดวันที่ 30 ก.ย.2561 ปีนี้ค่ะโทร 053-217706 แนะนำทีมแพทย์.... วันจันทร์ พญ.สายพิณ /วันอังคาร พญ.สุปรียา /วันพุฤหัสบดี พญ.ศศิวิมล / วันศุกร์ นพ.ภักดี/ วันเสาร์ พญ.วรชร/ วันอาทิตย์ นพ.วีรวิทย์...เฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์ (ให้คนไข้หยิบบัตรคิวสำรองหน้าประตูตามลำดับ). ก่อนรับคิวพบแพทย์หน้าเคาวน์เตอร์ จ๊ะ.

รอบประจำเดือนและการมีบุตร

อวัยวะสืบพันธุ์

อวัยวะสืบพันธุ์ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนและเซลล์สืบพันธุ์โดยอวัยวะสืบพันธ์ุเพศชาย(อัณฑะ) จะผลิตอสุจิ ในขณะที่อวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง(รังไข่)จะผลิตไข่ ขบวนการปฏิสนธิเกิดขึ้นเมื่ออสุจิผสมกับไข่ กลายเป็นตัวอ่อนซึ่งได้รับการถ่ายทอดคุณลักษณะทางพันธุกรรม (โครโมโซม) จากเซลล์ต้นกำเนิดทั้งสอง  ซึ่งตัวอ่อนนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่กำลังเกิดขึ้นใหม่

อวัยวะสืบพันธ์ุเพศชาย(อัณฑะ) - กุลพัฒน์การแพทย์ สหคลินิก อวัยวะสืบพันธ์ุเพศเพศหญิง(รังไข่) - กุลพัฒน์การแพทย์ สหคลินิก



ผู้ชายกับน้ำเชื้ออสุจิ

อัณฑะของผู้ชายที่เจริญวัยแล้วจะผลิตน้ำเชื้ออสุจิอยู่ตลอดเวลา ร่างกายจะเริ่มผลิตน้ำเชื้ออสุจิเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น และผลิตต่อเนื่องไปจนตลอดอายุขัย โดยจะผลิตน้อยลงเมื่อเข้าสู่วัยชราการผลิตอสุจิที่โตเต็มที่จะใช้เวลาประมาณ 70-90 วันอสุจิเป็นเซลล์ที่สืบทอดลักษณะพันธุกรรมของฝ่ายชาย และมีความสามารถในการเคลื่อนไหวผ่านปากมดลูกและมดลูกของฝ่ายหญิง เพื่อทำการผสมกับไข่

ในการหลั่งน้ำเชื้ออสุจิหนึ่งครั้ง จะมีอสุจิออกมาหลายล้านตัว นอกเหนือจากอสุจิแล้วยังมีของเหลวที่ผลิตจากต่อมลูกหมาก ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและช่วยปกป้องอสุจิอีกด้วย จากจำนวนอสุจิดังกล่าวจะมีเพียงไม่กี่ร้อยตัวที่สามารถอยู่รอดและเข้าไปถึงท่อนำไข่ ซึ่งเป็นจุดที่มักเกิดการปฏิสนธิขึ้นได้ เนื่องจากสิ่งที่จะผ่านเข้าปากมดลูกเข้าไป จะมีแค่อสุจิในปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่จะมีของเหลวออกมาจากช่องคลอดหลังการมีเพศสัมพันธ์ ส่วนอสุจิที่ผ่านปากมดลูกเข้าไปสู่มดลูกจะมีชีวิตอยู่ในสภาพพร้อมที่จะผสมพันธุ์กับไข่ที่เจริญเติบโตเต็มที่ได้หลายวัน

อสุจิและไข่ - กุลพัฒน์การแพทย์ สหคลินิก


ผู้หญิงกับไข่

ตรงกันข้ามกับการผลิตอสุจิของฝ่ายชายที่เมื่อร่างกายเริ่มผลิตแล้วจะผลิตต่อไปตลอดเวลา ในฝ่ายหญิงจะไม่มีการผลิตไข่ในลักษณะดังกล่าว  เมื่อแรกเกิดผู้หญิงจะมีไข่ทั้งหมดประมาณสองล้านฟองและจะค่อยๆลดลงเมื่อเข้าสู่ระยะก่อนหมดประจำเดือนจำนวนไข่จะลดลงอย่างรวดเร็ว นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้อัตราการปฏิสนธิของผู้หญิงที่มีอายุ ลดลงอย่างฉับพลัน ในขณะที่ฝ่ายชายยังคงประสิทธิภาพในการสืบพันธุ์ได้แม้จะสูงวัยแล้วก็ตาม

เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นแต่ละรอบของประจำเดือนจะมีไข่หลายฟองเติบโตในระยะเวลา 2-3 สัปดาห์  ในจำนวนนั้นมักจะมีเพียงฟองเดียวที่เจริญเติบโตได้เต็มที่ ในขณะที่ฟองอื่นๆจะเสื่อมสลายไป เมื่อไข่ฟองนั้นเจริญเติบโตเต็มที่จะถูกปล่อยออกจากรังไข่พร้อมกับเซลล์พี่เลี้ยง  ขบวนการดังกล่าวเรียกว่า“การตกไข่” ไข่นี้จะพร้อมทำการปฏิสนธิในช่วง12ถึง24ชั่วโมงหลังการตกไข่ถ้าไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวไข่ก็จะเสื่อมสลายไป

การพัฒนาการของไข่ในรังไข่และการตกไข่ - กุลพัฒน์การแพทย์ สหคลินิก


การปฏิสนธิและตัวอ่อนระยะก่อนการฝังตัว

ท่อนำไข่เป็นท่อที่อยู่ระหว่างรังไข่กับมดลูก โดยปลายด้านที่อยู่ใกล้รังไข่มีลักษณะเหมือนปากแตรและมีเนื้อเยื่อลักษณะคล้ายนิ้วมืออยู่ที่ปลายของปากแตรหลังจากการตกไข่แล้วไข่ไม่สามารถเข้าไปในท่อนำไข่ได้ด้วยตัวเองแต่จะถูกเก็บเข้าไปโดยส่วนที่ เหมือนนิ้วมือที่ปลายท่อนำไข่หลังจากนั้นไข่จะถูกส่งผ่านเข้าไปในท่อนำไข่ส่วนที่เรียกกันว่า ampulla ซึ่งไข่จะพบกับอสุจิและเกิดการปฏิสนธิขึ้น

ในความเป็นจริงมีอสุจิหลายตัวที่จะทำการปฏิสนธิกับไข่ แต่ตัวฟองไข่เองก็มีเซลล์พี่เลี้ยงหุ้มอยู่หลายชั้น อสุจิแต่ละตัวจะพยายามชอนไชผ่านเซลล์ปกป้องเหล่านั้นจนถึงตัวไข่  เมื่อทะลุผ่านเซลล์ปกป้องเหล่านี้ได้ทุกชั้น เซลล์อสุจิจึงจะสามารถผสมกับไข่ที่อยู่ภายในได้  ทันทีที่อสุจิตัวแรกทะลุเข้าไปถึงไข่ได้สำเร็จ  ชั้นปกป้องรอบๆฟองไข่ก็จะแปรสภาพป้องกันไม่ให้อสุจิตัวอื่นเข้ามาในไข่ได้อีก

หลังการปฏิสนธิไข่และอสุจิจะรวมกันแปรสภาพเป็นตัวอ่อนระยะต้น(zygote) และจะอยู่ในท่อนำไข่ประมาณ 3-4วัน   ในระหว่างนั้นจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  เมื่อตัวอ่อนเคลื่อนไปถึงมดลูกจะมีขนาด 20-40 เซลล์ ตัวอ่อนจะลอยอยู่ในมดลูกอีกประมาณ 2-3 วันก่อนที่จะฝังตัวกับผนังมดลูก ขบวนการนี้เรียกว่าการฝังตัวของตัวอ่อน

การตกไข่ การปฏิสนธิ และพัฒนาการของตัวอ่อน - กุลพัฒน์การแพทย์ สหคลินิก


รอบประจำเดือนและฮอร์โมนของระบบการสืบพันธุ์

รอบประจำเดือนคือระยะเวลาตั้งแต่วันแรกของการมีเลือดระดูออกมา จนกระทั่งถึงวันแรกของรอบถัดไป  รอบประจำเดือนส่วนใหญ่จะมาอย่างสม่ำเสมอทุกๆ 28-30 วัน (หมายความว่ารอบประจำเดือนส่วนใหญ่จะมีระยะเวลาห่างเท่าๆกันในทุกเดือนอย่างไรก็ดีรอบเดือนที่สั้นหรือยาวกว่าปกติหรือมาไม่สม่ำเสมออาจเป็นได้ทั้งรอบเดือนปกติและรอบเดือนผิดปกติ  โดยรอบเดือนที่ปกตินั้นหมายถึง รอบเดือนที่มีการตกไข่
ปกติแล้วถือว่าวันที่หนึ่งของรอบเดือนคือวันที่มีเลือดประจำเดือนออกมาวันแรก สำหรับรอบเดือนปกติซึ่งมี 28 วันจะมีการตกไข่ในวันที่ 14 ของรอบเดือน  โดยช่วงครึ่งแรกของรอบเดือน(วันแรกที่มีประจำเดือนมาจนถึงวันก่อนที่จะมีการตกไข่) เรียกว่าระยะฟอลลิคิวลาร์; follicular phase (เนื่องจากเป็นระยะที่ไข่เจริญเติบโตอยู่ในถุงน้ำ ซึ่งเรียกว่าฟอลลิเคิล; follicle ซึ่งอยู่ในรังไข่) สามารถเห็นถุงน้ำดังกล่าวได้ตั้งแต่ระยะแรกๆของ follicular phase ด้วยอุลตร้าซาวน์ทางช่องคลอดเมื่อ follicle มีขนาด 8-10 ม.ม. จากนั้น follicle ก็จะเจริญเติบโตจนมีขนาด 18-20 ม.ม. เช่นวงใกล้การตกไข่  ขณะที่ follicle (และไข่ข้างใน) เจริญเติบโตก็จะผลิตระดับฮอร์โมนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามขนาดที่โตขึ้น  ฮอร์โมนที่สำคัญที่สุดคือเอสตราไดออล (estradiol) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ เอสโตรเจน   เอสตราไดออลเป็นตัวกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูกและชั้นเยื่อบุของโพรงมดลูก (endometrium) ซึ่งเป็นตัวช่วยในการปฏิสนธิของไข่และการฝังตัวของตัวอ่อน
เมื่อมีการตกไข่แล้ว follicle ซึ่งเคยมรไข่อยู่ภายในก็จะว่างเปล่าและเปลี่ยนเป็นสีเหลือง (จึงมีชื่อในภาษาละตินว่าร่างโครงสร้างสีเหลือง หรือ Corpus Luteum) และเริ่มทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรน ในปริมาณมากขึ้น ซึ่งมีผลทำให้ชั้นเยื่อบุโพรงมดลูกหนาขึ้น และมีสภาพโปร่งฟูเหมือนฟองน้ำ พร้อมที่จะเกิดการฝังตัวของตัวอ่อนและกลายเป็นส่วนหนึ่งของรกต่อไปกระบวนการนี้เกิดขึ้นในครึ่งหลังของรอบเดือนหลังจากการตกไข่แล้ว เรียกว่าระยะลูเตียล (Luteal phase)
ถ้าไม่เกิดการตั้งครรภ์ขึ้น (ไม่มีการเกิดตัวอ่อนหรือไม่มีการฝังตัว) ฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรนที่ผลิตจาก Corpus Luteum  จะลดลงอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นจะมีประจำเดือนออกมา  โดยประจำเดือนจะมาหลังจากการตกไข่ประมาณ 13 – 14 วันอย่างแน่นอน เนื่องจาก Corpus Luteum นั้นมีอายุขัยในการทำงานที่ตายตัวชัดเจน เลือดประจำเดือนคือเยื่อบุโพรงมดลูกที่ได้ถูกสร้างขึ้นให้หนาฟูโดยเอสตราไดออลและโปรเจสเตอร์โรนหลุดลอกออกมาเมื่อไม่มีการฝังตัวของตัวอ่อนเกิดขึ้น  รอบเดือนรอบใหม่ก็จะเริ่มต้นด้วยเยื่อบุโพรงมดลูกบางๆก่อนและจะค่อยๆเพิ่มความหนาฟูโดยอิทธิพลของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอร์โรน
ถ้ามีการปฏิสนธิและการฝังตัวของตัวอ่อนในเยื่อบุโพรงมดลูก รกของตัวอ่อนจะผลิตฮอร์โมนของการตั้งครรภ์ขึ้น (Chorionic Gonadotropin; hCG) ซึ่งฮอร์โมน hCG นี้สามารถตรวจพบในระดับต่ำๆ ได้ด้วยการตรวจเลือดประมาณ 2-3 วัน ก่อนการมีประจำเดือนรอบถัดไป หรือ10-12 วันหลังจากการตก ไข่

การตรวจการตั้งครรภ์ก็คือการตรวจหาฮอร์โมน hGC นั่นเอง  ฮอร์โมนตัวนี้จะช่วยให้Corpus Luteum สามารถทำงานสร้างฮอร์โมนต่อไปเกินช่วงอายุขัยตามปกติ  ซึ่งฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรนจาก corpus luteum นี้จำเป็นมากสำหรับการตั้งครรภ์ หลังจากนี้อีก2-3 สัปดาห์ (6-7 สัปดาห์ของอายุทารกในครรภ์ นับตั้งแต่วันแรกของรอบประจำเดือนครั้งสุดท้าย) รกจะเจริญขึ้นมากและสามารถสร้างฮอร์โมนได้เองอย่างเพียงพอ ในการรักษาสภาพครรภ์ และ Corpus Luteum ก็จะสลายไป

รอบประจำเดือน - กุลพัฒน์การแพทย์ สหคลินิก


ช่วงเวลาของการมีเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์

ในหนึ่งรอบประจำเดือนจะมีเพียงไม่กี่วันเท่านั้นที่สามารถเกิดการปฏิสนธิได้  แม้อสุจิสามารถอยู่รอดได้หลายวันในมดลูกของฝ่ายหญิงแต่ไข่จะสมบูรณ์พร้อมที่จะเกิดการปฏิสนธิได้อย่างมากไม่เกิน24ชั่วโมง ดังนั้นช่วงโอกาสการร่วมเพศที่จะเกิดบุตรได้คือประมาณ 1-2 วันก่อนการตกไข่
ผู้หญิงที่มีรอบประจำเดือนปกติที่ 28 วันจะตกไข่ที่กลางรอบเดือน คือวันที่14 ของรอบเดือนหรือ14 วัน หลังจากวันแรกที่มีประจำเดือน แต่ถ้ารอบประจำเดือนยาวนานกว่านั้น เช่นมีรอบเดือนสม่ำเสมอที่ 34 วัน การตกไข่จะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 20 ของรอบเดือนไม่ใช่กึ่งกลางของระยะรอบ  ดังนั้นถ้ารอบประจำเดือนมีช่วงระยะเวลาที่แน่นอนก็จะสามารถคำนวณหาเวลาที่ดีที่สุดที่จะก่อให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ (ในผู้หญิงแต่ละคนช่วงแรกของประจำเดือนหรือ follicular phase ช่วงเวลาอาจจะแปรเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อยแต่ช่วงหลังหรือ Luteal phase นั้นจะมีช่วงเวลาที่ตายตัวคงที่เสมอคือ 14±1 วัน)
ผู้หญิงบางคนสามารถรับรู้การตกไข่ของตนเองได้จากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจากความรู้สึก  ตัวบ่งบอกทั่วไปก็คือการเจ็บตึงเต้านม มีการตกขาวมากขึ้นและสีขุ่นขึ้น  การอืดแน่นท้อง  แต่ในขณะเดียวกันผู้หญิงบางคนก็ไม่มีอาการใดๆเลย
อีกวิธีหนึ่งก็คือการมีเพศสัมพันธ์สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าอยู่ในช่วงไหนของรอบเดือน

และสุดท้ายการตกไข่สามารถคำนวณได้ จากการการเติบโตของไข่โดยดูผ่านอุลตร้าซาวน์ทางช่องคลอด หรือสามารถใช้ชุดการตรวจปัสสาวะ ซึ่งจะใช้ตรวจฮอร์โมน LH โดยฮอร์โมนนี้จะตรวจเจอในปัสสาวะประมาณ 24-36 ชั่วโมงก่อนการตกไข่  ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมในการมีเพศสัมพันธ์

ช่วงไข่สุก - กุลพัฒน์การแพทย์ สหคลินิก


โอกาสที่จะตั้งครรภ์

การตั้งครรภ์เป็นการบวนการที่ละเอียดซับซ้อนและขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ดังนี้

•    การผลิตอสุจิที่ปกติในฝ่ายชายและการผลิตไข่ที่ปกติในฝ่ายหญิง

•    ท่อรังไข่ที่ไม่ตีบตัน ไม่มีอุปสรรคที่กั้นทางการวิ่งของอสุจิไปหาไข่ หรือกั้นตัวอ่อนที่ปฏิสนธิแล้วบริเวณท่อนำไข่เข้าไปฝังตัวในโพรงมดลูก

•    อสุจิที่มีความสามารถทำการปฏิสนธิกับไข่และกลายเป็นตัวอ่อนระยะแรก (zygote) ได้

•    ตัวออ่อนระยะแรก (zygote) สามารถเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงตามพันธุกรรม

•    ตัวอ่อนมีความสามารถในการฝังตัวที่มดลูกได้

•    เจริญเป็นทารกที่แข็งแรงและปกติ (จะเรียกว่าทารกเมื่อมีอวัยวะครบถ้วน  ประมาณ10สัปดาห์หลังการปฏิสนธิ)

•    ร่างกายทุกส่วนเจริญเติบโตเป็นปกติเพื่อสามารถอยู่รอดได้เมื่อออกมาจากครรภ์มารดาแล้ว

     การเจอปัญหาซ้ำซากในแต่ละขั้นตอนดังกล่าวเป็นเหตุทำให้ไม่สามารถมีบุตรได้   ในความเป็นจริง ระบบการสืบพันธุ์ของมนุษย์มีประสิทธิภาพไม่ดีนักกรณีคู่สมรสที่มีสุขภาพปกติและมีเพศสัมพันธ์ในช่วงการตกไข่พอดี  โอกาสที่จะเกิดการปฏิสนธิ อยู่ที่ร้อยละ80   แต่ประมาณร้อยละ50 ของตัวอ่อนที่ปฏิสนธิแล้วกลับไม่เกิดการพัฒนาและไม่ฝังตัวกับมดลูก  บางกรณีตัวอ่อนฝังตัวได้ แต่เกิดความผิดปกติและไม่สามารถอยู่รอดได้ถึงวันคลอด  บางกรณีคู่ชายหญิงนั้นไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าแท้งไปแล้วเพราะประจำเดือนรอบต่อมา มาอย่างปกติ  ถ้ารอบประจำเดือนขาดหายไป (มีอาการแสดงว่าการตั้งครรภ์ให้ผู้ป่วยทราบ) ประมาณกว่าร้อยละ25ของตัวอ่อนก็ยังไม่สามารถอยู่รอดได้ โดยเกิดการแท้งหรือตายไป  กล่าวได้ว่าในหนึ่งรอบการตกไข่ปกติ หากมีเพศสัมพันธ์ในช่วงตกไข่พอดี โอกาสที่จะเกิดการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์มีเพียงร้อยละ20  (1 ใน 5) เท่านั้น


ผลของอายุกับภาวะการมีบุตร

อายุมีผลอย่างมากต่อระบบสืบพันธุ์ของคน ในบรรดาเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดในตอนต้น อายุของฝ่ายหญิงเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด ความสามารถในการมีบุตรของผู้หญิงจะสูงสุดประมาณช่วงอายุ 20 ต้นๆ และค่อยๆลดลงไปเมื่ออายุมากขึ้น  และจะลดลงอย่างมากเมื่ออายุเลย 36 ปี และลดลงอย่างรวดเร็วขึ้นอีกหลังจากอายุ 39-40 ปี
อัตราการตั้งครรภ์ของผู้หญิงในช่วงอายุ 20 ปี ในแต่ละเดือนอยู่ที่ร้อยละ25-30  ลดลงเหลือร้อยละ 15-20 เมื่อเข้าสู่วัย 30 ตอนต้น ประมาณร้อยละ 10-15 เมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัย30ตอนปลาย  ร้อยละ 5-8 สำหรับวัย 40 ตอนต้น  และเหลือเพียงร้อยละ1หรือน้อยกว่าเมื่ออายุ 45 ปี การตั้งครรภ์โดยธรรมชาติของหญิงที่วัยสูงกว่านี้ เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นแต่อัตราที่กล่าวมานี้ เป็นอัตราต่อระยะ1รอบประจำเดือนและโอกาสก็จะเกิดขึ้นอีกในทุกๆเดือน  ดังนั้นคู่หญิงชายที่สุขภาพสมบูรณ์ (ประมาณร้อยละ 90) จะมีการตั้งครรภ์ได้ภายใน1ปี และโอกาสสะสมของการตั้งครรภ์มีประมาณร้อยละ 90 ใน1ปีของการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่มีการป้องกัน (ไม่มีการคุมกำเนิด)
โอกาสสะสมของการตั้งครรภ์ในแต่ละเดือน - กุลพัฒน์การแพทย์ สหคลินิก

ควรจะปรึกษาแพทย์เมื่อไร

     หลายคู่สมรสที่อาจกังวลว่าจะใช้เวลานานในการมีบุตร  เป็นความวิตกกังวลที่พบได้ทั่วไป แต่มีการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าความเครียดทางอารมณ์เหล่านั้นจะมีผลลดโอกาสการมีบุตรให้น้อยลง  ในโลกปัจจุบันที่มนุษย์เราเคยชินกับการที่สามารถควบคุมทุกๆสิ่งและจัดหาสิ่งที่ต้องการได้ในเวลาที่ต้องการ    แต่การตั้งครรภ์ตามวิถีทางธรรมชาติไม่เป็นเช่นนั้น  ธรรมชาติต้องการความอดทนและบางคู่จำเป็นต้องมีความอดทนมากกว่าคนอื่นๆ  การมีทัศนคติที่ดีและควบคุมตัวเองให้มีความสงบทางอารมณ์เป็นแนวทางที่ดีซึ่งจะนำไปสู่การตั้งครรภ์โดยธรรมชาติและหลีกเลี่ยงวิธีการอื่นที่ไม่จำเป็น
     คำถามที่สำคัญก็คือ  คู่สมรสควรจะอดทนรอจนถึงเมื่อไรจึงเริ่มปรึกษาแพทย์ และทำการประเมินภาวะความพร้อมในการมีบุตร
     คำตอบคือ คู่สมรสที่อายุน้อยและยังไม่เคยตั้งครรภ์ควรจะรอ1ปีหรือมากกว่านั้น  ในกรณีที่ฝ่ายหญิงอายุมากกว่า 35 ปี หรือเคยตั้งครรภ์มาแล้ว ควรจะรอประมาณ6เดือน  อย่างไรก็ตามระยะเวลาที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงคำจำกัดความและแนวปฏิบัติเท่านั้น ไม่ได้หมายว่าทุกคู่จะต้องรอ1ปีก่อนจึงจะมาปรึกษาแพทย์ได้  เมื่อคู่สมรสมีความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการมีบุตรก็สามารถมารับการตรวจหรือปรึกษาแพทย์ได้  เพื่อให้เกิดความเข้าใจและลดความวิตกกังวล   ในบางรายอาจต้องทำการประเมินด้วยการตรวจพิเศษบางอย่าง ตามความจำเป็น เพื่อยืนยันสภาพความพร้อมในการมีบุตรของคู่สมร