สาเหตุ และ การประเมิน คู่สมรส ภาวะมีบุตรยาก | กุลพัฒน์การแพทย์ เด็กหลอดแก้ว ทำ ivf
Find us on facebook youtube
ฝากครรภ์ที่กุลพัฒน์การแพทย์ คลอดที่ศรีพัฒน์ฯ ราคาคลอดปกติ 35,000 บาท ผ่าคลอด 49,000 บาท ใช้ถึงคุณแม่ที่คลอดวันที่ 30 ก.ย.2561 ปีนี้ค่ะฝากครรภ์ที่กุลพัฒน์การแพทย์ คลอดที่ศรีพัฒน์ฯ ราคาคลอดปกติ 35,000 บาท ผ่าคลอด 49,000 บาท ใช้ถึงคุณแม่ที่คลอดวันที่ 30 ก.ย.2561 ปีนี้ค่ะโทร 053-217706 แนะนำทีมแพทย์.... วันจันทร์ พญ.สายพิณ /วันอังคาร พญ.สุปรียา /วันพุฤหัสบดี พญ.ศศิวิมล / วันศุกร์ นพ.ภักดี/ วันเสาร์ พญ.วรชร/ วันอาทิตย์ นพ.วีรวิทย์...เฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์ (ให้คนไข้หยิบบัตรคิวสำรองหน้าประตูตามลำดับ). ก่อนรับคิวพบแพทย์หน้าเคาวน์เตอร์ จ๊ะ.

การประเมินคู่สมรสที่มีบุตรยาก

ภาวะการมีบุตรยาก

     ภาวะมีบุตรยากหมายถึงภาวะคู่สมรสที่ไม่สามารถมีบุตรได้ภายใน 1 ปี  โดยมีความสัมพันธ์ทางเพศตามปกติและไม่มีการคุมกำเนิด โดยทั่วไปภาวะการมีบุตรยากเกิดขึ้นร้อยละ 10-15 ของคู่สามีภรรยาที่ต้องการมีบุตร
     ความสามารถในการมีบุตรขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยในการใช้ชีวิตร่วมกันของคู่สมรส   เมื่อตรวจสอบหาสาเหตุแล้วพบว่าภาวะการมีบุตรยากของคู่สมรสนั้นมีสาเหตุเกิดจากฝ่ายชายร้อยละ 25 จากฝ่ายหญิงร้อยละ 40 จากทั้งชายและหญิงร่วมกันร้อยละ 20 และที่เหลือร้อยละ 15 “ไม่ทราบสาเหตุ” (ไม่สามารถตรวจหาสาเหตุได้จากทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย)
     ดังนั้นในการประเมินภาวะมีบุตรยากจึงจำเป็นต้องประเมินจากทั้งสองฝ่ายแม้แต่ในกรณีที่ทราบสาเหตุแล้วจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะอาจมีความผิดปกติได้ทั้งสองฝ่าย ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของทั้งสองฝ่ายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาภาวะการมีบุตรยา

ประเมินภาวะการมีบุตรยากในผู้ชาย

เซลล์อสุจิผลิตโดยอัณฑะซึ่งถูกควบคุมการทำงานด้วยฮอร์โมนจากสมองส่วนที่ควบคุมการสืบพันธุ์ (ต่อม pituitaryและhypothalamus) สภาวะที่นำไปสู่ภาวะการมีบุตรยากในฝ่ายชายมีหลากหลาย อาจมีบางกรณีที่หาสาเหตุชัดเจนไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามการรักษาภาวะการมีบุตรยากของฝ่ายชายนั้นสามารถจะทำได้สำเร็จแม้ในกรณีที่ไม่สามารถวินิจฉัยสาเหตุอย่างชัดเจนได้
ประวัติและการตรวจร่างกาย

การถามประวัติและตรวจร่างกายอาจจะบอกความผิดปกติที่เป็นสาเหตุได้ ข้อมูลในอดีตต่างๆเช่นประวัติการติดเชื้อ(โรคทางเพศสัมพันธ์) เนื้องอกในอัณฑะ การผ่าตัด  กิจกรรมทางเพศ การใช้ยา การใช้และสัมผัสสารบางชนิด (บุหรี่ แอลกอฮอล์ รังสี สารสเตอรอยด์ เคมีบำบัด และสารเคมีที่เป็นพิษ) เหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการวินิจฉัย การดูองค์ประกอบอื่นเช่นขนาดของลูกอัณฑะตลอดจนความผิดปกติทางร่างกายบางอย่าง (เช่นเส้นเลือดขอดที่อัณฑะ) และการพัฒนาของลักษณะทางเพศ (ลักษณะการกระจายของขน ลักษณะหน้าอก) ล้วนแต่เป็นส่วนสำคัญที่แพทย์จะต้องตรวจ

อวัยวะสืบพันธุ์เพศชาย(อัณฑะ) - กุลพัฒน์การแพทย์ สหคลินิก


การวิเคราะห์น้ำอสุจิ
หัวใจสำคัญในการประเมินภาวะมีบุตรยากในฝ่ายชายคือการตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิ (การนับจำนวนอสุจิด้วยกล้องจุลทัศน์) การตรวจจะทำให้ทราบข้อมูลของน้ำอสุจิทั้งปริมาณโดยรวมของน้ำเชื้อ จำนวนตัวอสุจิรูปร่างและการเคลื่อนที่ของตัวอสุจิ
ฝ่ายชายควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หรือการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองก่อนการเก็บตัวอย่างน้ำเชื้ออสุจิ 2-7 วัน   ถ้าเป็นไปได้การเก็บตัวอย่างน้ำเชื้ออสุจิควรจะทำและจัดเก็บที่คลินิกหรือห้องแล็บ แต่ถ้าไม่สามารถมาที่คลินิคได้ ก็อาจจะให้เก็บตัวอย่างที่บ้านโดยต้องเก็บในภาชนะที่ผ่านการฆ่าเชื้อและต้องส่งไปเก็บยังห้องปฎิบัติการภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากเก็บตัวอย่าง การเก็บตัวอย่างต้องทำโดยการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองเท่านั้น จึงจะได้ผลการตรวจที่ถูกต้องแม่นยำ

หากผลการวิเคราะห์น้ำอสุจิพบความผิดปกติ แพทย์มักมีการขอตัวอย่างน้ำอสุจิเพิ่มเพื่อตรวจซ้ำ ควรทิ้งระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ก่อนการเก็บตัวอย่างน้ำอสุจิครั้งต่อไป

การวิเคราะห์น้ำอสุจิ - กุลพัฒน์การแพทย์ สหคลินิก


การตรวจเลือด
แพทย์จะขอตรวจเลือดถ้าคาดว่าปัญหาอาจเกิดมาจากฮอร์โมน
การทดสอบทางพันธุกรรม
สาเหตุของการมีบุตรยากนั้นอาจจะเกิดจากพันธุกรรมหรือความผิดปกติของโครโมโซม ในรายที่แพทย์สงสัยก็จะทำตรวจสอบเลือดอย่างเฉพาะเจาะจง บางกรณีปัญหาการมีบุตรยากอาจเกิดจากการขาดหายไปหรือความผิดปกติของโครโมโซมเพศชาย (โครโมโซม Y) ผู้ชายบางคนอาจสืบทอดยีนที่เกี่ยวข้องกับโรคซิสติก ไฟโบรซิส (Cystic fibrosis) ซึ่งทำให้เกิดภาวะการมีบุตรยากเนื่องจากจำนวนตัวอสุจิน้อยตํ่ากว่าเกณฑ์ กรณีนี้แพทย์ต้องหารือกับคู่สมรสถึงความเป็นไปได้และผลที่จะตามมาจากพันธุกรรมที่อาจส่งต่อไปถึงบุตรได้
การทดสอบอื่น ๆ

ถ้าแพทย์สงสัยว่ามีการอุดตันในส่วนของท่อส่งอสุจิ (ท่อ vas deferens และ epididymis) ก็จะมีการตรวจอัลตร้าซาวน์ผ่านช่องทวารหนัก การอุดตันนี้อาจจะเป็นมาโดยกำเนิดหรือเกิดขึ้นจากการอักเสบติดเชื้อขึ้นในภายหลัง

การอุดตันในส่วนของท่อส่งอสุจิ - กุลพัฒน์การแพทย์ สหคลินิก

ในกรณีของผู้ชายที่มีอสุจิตํ่ากว่าเกณฑ์หรือไม่มีเลยแพทย์อาจจะแนะนำให้ทำการตรวจชิ้นเนื้ออัณฑะ (เก็บตัวอย่างเนื้อเยื้อเล็กๆ) เพื่อวิเคราะน้ำอสุจิ ซึ่งทำโดยการผ่าตัดเปิดอัณฑะเป็นแผลขนาดเล็กๆและ อีกวิธีที่ใช้คือการใช้เข็มเจาะ(ใช้เข็มขนาดเล็กสอดเข้าไปในอัณฑะและดูดเก็บเนื้อเยื้อปริมาณเล็กน้อยออกมาเพื่อเป็นตัวอย่างในการตรวจ) การเก็บตรวจเนื้อเยื่อจะทำในห้องผ่าตัดโดยใช้ยาดมสลบ เนื้อเยื้อที่ได้จะทำให้วิเคราะห์ได้ว่ามีตัวอสุจิหรือไม่ และอาจเซลล์อสุจิไปแช่แข็งเพื่อใช้ในการรักษาแบบปฏิสนธินอกร่างกาย (IVF) ต่อไปได้

Surgical Sperm Recovery (SSR)- กุลพัฒน์การแพทย์ สหคลินิก



การประเมินภาวะมีบุตรยากในผู้หญิง

ปัจจุบันนี้มีวิธีการตรวจมากมายเพื่อประเมินภาวะการมีบุตรยากในผู้หญิงโดยในแต่ละรายอาจใช้วิธีการตรวจและการตรวจพิเศษต่างกันไปตามความเหมาะสม อาจไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ทั้งหมดทุกวิธีที่มีอยู่    แพทย์มักเริ่มต้นการรักษาด้วยการซักถามประวัติการตรวจร่างกาย และทำการทดสอบเบื้องต้นบางอย่าง เพื่อวิเคราะห์ถึงความสามารถในการตกไข่ของฝ่ายหญิง
ประวัติทางการแพทย์
ประวัติทางสุขภาพที่ผ่านมา อาจช่วยในการหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก โดยแพทย์จะถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางเพศในช่วงวัยรุ่น (เช่นลักษณะเต้านม หรือขนในบริเวณต่างๆของร่างกาย)  ประวัติทางเพศ การเจ็บป่วยการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ การผ่าตัด การใช้ยา การสัมผัสสารบางชนิด (รังสี  แอลกอฮอล์ สารสเตอรอยด์ เคมีบำบัด และสารเคมีที่เป็นพิษ) รวมทั้งประวัติเกี่ยวกับการมีบุตรที่ผ่านมา
การตรวจร่างกาย

การตรวจร่างกายโดยทั่วไปอาจบอกได้ถึงความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย (เช่นความผิดปกติของการขึ้นของขน หรือความผิดปกติของการพัฒนาของลักษณะทางเพศ)  ส่วนการตรวจภายในจะทำให้ทราบถึงความผิดปกติของอวัยวะระบบสืบพันธุ์ภายในได้

การตรวจภายใน - กุลพัฒน์การแพทย์ สหคลินิก


การตรวจเลือด
ในผู้หญิง การตรวจเลือดจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับระดับฮอร์โมนหลายตัวที่มีบทบาทสำคัญในการสืบพันธุ์ ฮอร์โมนที่สำคัญหลายตัวผลิตจากต่อมไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ต่อมใต้สมองและรังไข่    ฮอร์โมนที่จะต้องตรวจนี้มี ฮอร์โมน FSH (Follicle-stimulating hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่บอกสภาพการทำงานของรังไข่    ฮอร์โมนTSH  เพื่อดูการทำงานของต่อมไทรอยด์ และฮอร์โมนโปรแลกติน (Prolactin) เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง
วิธีการประเมินการตกไข่
การตกไข่ (การปล่อยเซลล์ไข่ออกจากรังไข่) เป็นขั้นตอนสำคัญในการตั้งครรภ์ของฝ่ายหญิง ภาวะการตกไข่ที่ผิดปกติอาจจะตรวจพบได้จากประวัติประจำเดือนหรือระดับฮอร์โมนที่ผิดปกติ เช่น การตรวจระดับฮอร์โมน LH ก่อนตกไข่  หรือฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรน ในช่วงครึ่งหลังของรอบประจำเดือน (luteal phase) (รูปที่ 2)

ประวัติการมีประจำเดือน
การขาดประจำเดือนเป็นสัญญาณที่บอกว่าไม่มีการตกไข่ ซึ่งเป็นเหตุให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้    การที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอเป็นสัญญาณบอกถึงความไม่สมํ่าเสมอของการตกไข่ ในกรณีนี้แม้จะไม่ได้ทำให้การตั้งครรภ์เป็นไปไม่ได้แต่ก็เป็นอุปสรรคต่อการตั้งครรภ์ให้เกิดการตั้งครรภ์ยากได้
อุณหภูมิของร่างกาย
การวัดอุณหภูมิร่างกายในภาวะปกติ (วัดก่อนลุกออกจากเตียงในตอนเช้า) เคยเป็นวิธีการที่แนะนำให้ทำ เพื่อตรวจสอบว่ามีการตกไข่หรือไม่่ โดยทั่วไปผู้หญิงมักมีอุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้น 0.5 º F ถึง 1.0 º F หลังมีการตกไข่อย่างไรก็ตาม การวัดอุณหภูมิร่างกายไม่สามารถใช้แปลผลได้ชัดเจนจึงมักไม่แนะนำให้ใช้ในการประเมินภาวะการมีบุตรยาก
ระดับฮอร์โมน
ระดับของลูทิไนซิงฮอร์โมน หรือ Luteinizing hormone (LH) จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนเกิดการตกไข่ประมาณ38 ชั่วโมง   โดยผู้ป่วยสามารถตรวจเองได้ที่บ้านด้วยชุดตรวจปัสสาวะที่มีขายตามท้องตลาด อย่างไรก็ตามชุดตรวจดังกล่าวนี้มีอัตราตรวจผิดพลาดได้ประมาณร้อยละ 15   แพทย์จึงมักแนะนำให้ใช้วิธีการตรวจเลือดเพื่อยืนยันการตกไข่

การตรวจระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรน (Progesterone) นั้นเป็นการตรวจการตกไข่ที่แม่นยำกว่า โดยปกติระดับของฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรนจะเพิ่มขึ้นหลังจากการตกไข่

รอบประจำเดือน - กุลพัฒน์การแพทย์ สหคลินิก
วิธีการประเมินมดลูกและท่อนำไข่

ความผิดปกติของมดลูกที่เป็นเหตุให้มีบุตรยากนั้นมีหลายอย่างเช่น ความผิดปกติทางโครงสร้างของมดลูก เช่น Uterine septum (การมีแถบเนื้อเยื้อผิดปกติในโพรงมดลูก ที่ทำให้โพรงมดลูกมีขนาดเล็ก) หรือการมดลูกที่มีรูปร่างผิดปกติ  เนื้องอกของมดลูก ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก และความผิดปกติที่เกิดจากกระบวนการทางนรีเวช (เช่นรอยแผลเป็นที่เกิดจากทำแท้งหรือขูดมดลูกเป็นต้น)

อวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง- กุลพัฒน์การแพทย์ สหคลินิก


พังผืดและการอุดตันของท่อนำไข่อาจเกิดขึ้นจากอุ้งเชิงกรานอักเสบติดเชื้อ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) และพังผืดที่เกิดจากการติดเชื้อหรือการผ่าตัดในช่องท้อง
อุลตราซาวด์บริเวณอุ้งเชิงกราน

การอุลตราซาวด์ผ่านทางช่องคลอด ทำโดยใช้หัวตรวจขนาดเล็กสอดเข้าไปในช่องคลอด  โดยวิธีนี้จะให้ภาพของมดลูกและรังไข่ได้ชัดเจนกว่าการอุลตราซาวด์ผ่านหน้าท้อง โดยสามารถวัดขนาดหรือรูปร่างของมดลูกและรังไข่ได้   และดูความผิดปกติได้ เช่นเนื้องอก หรือถุงน้ำในรังไข่   ในกรณีที่พบความผิดปกติอาจต้องมีการขอตรวจเพิ่มเติม

การอุลตราซาวด์ผ่านทางช่องคลอด - กุลพัฒน์การแพทย์ สหคลินิก


การฉีดสีเพื่อดูท่อนำไข่และมดลูก (Hysterosalpingogram/HSG)
วิธีนี้ใช้เพื่อหาความผิดปกติของโครงสร้างของโพรงมดลูกและท่อนำไข่     โดยสอดสายยางขนาดเล็กผ่านปากมดลูกเข้าไปยังโพรงมดลูกและฉีดน้ำที่สามารถมองเห็นจากเอ็กซเรย์ได้ เข้าไปในโพรงมดลูกและท่อนำไข่    จากนั้นทำการเอ็กซเรย์จะเห็นโครงสร้างของโพรงมดลูกและท่อนำไข่     มดลูกที่มีรูปร่างผิดปกติ หรือมีการตันของท่อนำไข่สามารถตรวจพบได้จากวิธีนี้

การทดสอบ HSG สามารถทำได้โดยไม่ต้องวางยาสลบ ส่วนใหญ่จะมีอาการปวดท้องน้อยระดับปานกลางถึงมากขณะที่ฉีดน้ำเข้าไปในโพรงมดลูกและอาการจะดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป 5-10 นาที     การตรวจนี้จะทำในช่วง 5-7 วันหลังประจำเดือน (ก่อนจะมีการตกไข่)

การฉีดสีเพื่อดูท่อนำไข่และมดลูก (Hysterosalpingogram/HSG) - กุลพัฒน์การแพทย์ สหคลินิก


การส่องกล้องตรวจโพรงมดลูก (Hysteroscopy)
ทำโดยสอดท่อขนาดเล็กที่มีแหล่งกำเนิดแสง ผ่านปากมดลูกไปยังโพรงมดลูก แล้วจะมีการฉีดอากาศหรือของเหลวเข้าไปขยายโพรงมดลูก เพื่อให้ผู้ตรวจสามารถเยื่อบุโพรงมดลูกและบริเวณที่ท่อนำไข่มาต่อกับมดลูกได้อย่างชัดเจน
วิธีการนี้มักใช้ในรายที่คิดว่ามีความผิดปกติของมดลูกหลังจากวิเคราะห์ประวัติ หลังการฉีดสี (HSG) หรือจากการอุลตราซาวด์แล้ว การตรวจส่องกล้องโพรงมดลูกเพื่อวินิจฉัยสามารถทำได้โดยไม่ต้องวางยาสลบหรือยาชา แต่หากเกิดความจำเป็นต้องมีการผ่าตัดเพิ่มเติม(ผ่านทางการส่องกล้องโพรงมดลูก) จะต้องดำเนินการผ่าตัดในห้องผ่าตัด โดยการวางยาสลบหรือฉีดยาชาที่ไขสันหลัง

การส่งกล้องตรวจโพรงมดลูก (Hysteroscopy) - กุลพัฒน์การแพทย์ สหคลินิก

การผ่าตัดผ่านกล้องทางหน้าท้อง (Laparoscopy)

เป็นวิธีการใช้ท่อขนาดเล็กที่มีแหล่งกำเนิดแสงเช่นกันแต่สอดผ่านแผลขนาดเล็กที่บริเวณหน้าท้อง เพื่อดูอวัยวะในช่องท้องและอุ้งเชิงกรานโดยเฉพาะมดลูก  รังไข่และท่อนำไข่ วิธีนี้จะทำที่ห้องผ่าตัดและวางยาสลบ

การผ่าตัดผ่านกล้องทางหน้าท้องนี้สามารถตรวจพบความผิดปกติและการอุดตันของท่อนำไข่ เยื้อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) และความผิดปกติของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน นอกจากนี้การผ่าตัดผ่านกล้องยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจหาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) หรือพังผืดในอุ้งเชิงกราน อย่างไรก็ตามการผ่าตัดผ่านกล้องนี้ไม่ใช่การตรวจทั่วไปของภาวะมีบุตรยาก จะทำเฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น

การผ่าตัดผ่านกล้องทางหน้าท้อง (Laparoscopy) - กุลพัฒน์การแพทย์ สหคลินิก


การทดสอบทางพันธุกรรม

การตรวจโครโมโซมจะแนะนำให้ตรวจ เมื่อสงสัยว่าความผิดปกติของโครโมโซมเป็นเหตุมีบุตรยาก การตรวจจะใช้เลือดปริมาณเล็กน้อย  เพื่อส่งห้องปฏิบัติการในการวิเคราะห์ หากพบความผิดปกติ แพทย์จำเป็นต้องหารือถึงความเป็นไปได้และผลที่จะตามมาของกรรมพันธุ์ที่จะส่งต่อไปยังรุ่นลูก

การทดสอบทางพันธุกรรม - กุลพัฒน์การแพทย์ สหคลินิก


การดูแลสภาวะจิตใจระหว่างการประเมินภาวะมีบุตรยาก

เมื่อคู่สมรสต้องการมีบุตรแต่ไม่สามารถทำได้ มักนำไปสู่ภาวะทางอารมณ์หลายแบบไม่ว่าจะเป็นความวิตกกังวล ซึมเศร้า โกรธ ความรู้สึกอับอาย หรือรู้สึกผิด ข้อมูลจากการศึกษาผู้ที่ประสบกับภาวะการมีบุตรยาก พบว่าร้อยละ 40 จะมีผลกระทบทางจิตใจร่วมด้วย

ปัญหาวิตกกังวล ซึมเศร้าและอาการอื่นๆนั้นเป็นได้ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง อาการเหล่านี้จะทำให้การรักษาภาวะการมีบุตรยากประสบความสำเร็จยากขึ้นไปอีก ในขณะเดียวกันการบรรเทาผ่อนคลายความเครียดจะช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้นได้

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาอาการทางจิตใจที่สัมพันธ์กับภาวะมีบุตรยาก อย่างไรก็ตาม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำเทคนิคการผ่อนคลาย การจัดการกับความเครียด การฝึกให้รับสถานการณ์และรักษาโดยวิธีกลุ่มบำบัด อาจต้องปรึกษาจิตแพทย์หากผู้ป่วยมีความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้าอย่างมาก

กุลพัฒน์การแพทย์ สหคลินิก



การรักษาภาวะมีบุตรยาก

มีวิธีการมากมายในการรักษาภาวะมีบุตรยากทั้งในชายและหญิง เช่นการผ่าตัด (ในกรณีมีความผิดปกติของโครงสร้าง)  การใช้ยาชักนำการตกไข่   การฉีดเชื้อน้ำเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก (Intrauterine insemination; IUI), หรือการปฎิสนธินอกร่างกาย (In-vitro fertilization; IVF) รวมทั้งการใช้อสุจิหรือไข่บริจาค