Find us on facebook youtube

อะไรคือความสำเร็จของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (เด็กหลอดแก้ว)?

คำจำกัดความ
      ก่อนอื่นต้องมาดูกันว่า “การประสบความสำเร็จ” ของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์(เด็กหลอดแก้ว) คืออะไร คนบางส่วนคิดว่าการตั้งครรภ์ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว แต่บางคนก็มีความเห็นขัดแย้งว่าการตั้งครรภ์บางแบบอาจไม่สามารถนับเป็นความสำเร็จได้ เช่นสตรีที่มีฮอร์โมนการตั้งครรภ์สูงขึ้นชั่วคราว หรือตรวจ์อัลตร้าซาวน์พบการตั้งครรภ์ แต่สุดท้ายไม่สามารถดำรงการตั้งครรภ์ต่อไปได้จนคลอด หรือเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือตั้งครรภ์ได้จนถึงขั้นตอนการคลอด แต่ทารกเสียชีวิตแรกคลอด การตั้งครรภ์ที่ผิดปกติเหล่านี้ควรจะถือว่าเป็นความล้มเหลวของการทำเด็กหลอดแก้ว ดังนั้นการตั้งครรภ์ที่สามารถดำเนินมาจนคลอดบุตรที่แข็งแรง จึงจะนับเป็นตัววัดความสำเร็จของการทำเด็กหลอดแก้วได้อย่างแท้จริง
      ในปัจจุบันนี้ คลินิกที่ให้บริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์(เด็กหลอดแก้ว) หรือศูนย์ข้อมูลต่างๆ มักไม่มีการรายงานผลลัพธ์ของการรักษาเป็นอัตราการคลอดบุตรมีชีพ (คือมีคู่สมรสจำนวนกี่เปอร์เซ็นต์ที่เข้ารับการรักษาและมีการคลอดบุตรที่มีชีวิตได้เลี้ยง) อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะใช้การเกิดมีชีพเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ(ซึ่งน่าจะเหมาะสมกว่าตัวอื่นๆ) แต่ค่านี้ก็ยังไม่แม่นยำมากเนื่องจากมีกลุ่มที่คลอดก่อนกำหนดซึ่งผลลัพท์ไม่ดีเท่าทารกปกติรวมอยู่ด้วย  การคลอดก่อนกำหนด(โดยเฉพาะคลอดก่อนกำหนดมากๆ เช่น อายุครรภ์หลัง 6-7 เดือน) ทำให้ทารกตัวเล็กมาก ยากแก่การรอดชีวิต และต้องรักษาในห้อง ICU สำหรับเด็กแรกเกิดเป็นเวลานาน การคลอดก่อนกำหนดมากๆลักษณะนี้มักไม่เกิดกับการตั้งครรภ์ปกติ แต่จะพบบ่อยในการตั้งครรภ์แฝด
      การทำเด็กหลอดแก้วสัมพันธ์กับการเกิดครร์แฝดมากขึ้น ดังนั้นการรายงานผลความสำเร็จของการทำเด็กหลอดแก้วควรรายงานแยกกันระหว่างการตั้งครรภ์ทารกคนเดียว และทารกหลายคน(แฝด)

ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จ

      มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อโอกาสตั้งครรภ์จากการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งเปรียบเสมือนอัตราความสำเร็จของแต่ละสถาบัน ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ เช่น อายุ การทำงานของรังไข่ ระยะเวลาที่เป็นหมัน การรักษาที่ได้รับมาก่อน ปัจจัยทางสามี บางคนอาจมีหลายปัจจัยร่วมกันได้ นอกจากนี้ อัตราความสำเร็จยังขึ้นกับการตอบสนองของการกระตุ้นการตกไข่ คุณภาพของตัวอ่อน และจำนวนตัวอ่อนที่ย้ายไปสู่โพรงมดลูก (การย้ายตัวอ่อนสู่โพรงมดลูกหลายตัวจะเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ได้ แต่ก็จะเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์แฝดไปด้วยเช่นกัน)

การตั้งครรภ์โดยวิธีธรรมชาติ
      ถ้าวางแผนจะรักษาภาวะมีบุตรยาก สิ่งที่ควรทราบก่อนการรักษาคือผลลัพธ์อาจไม่ได้เป็นที่น่าพึงพอใจเสมอไป ผลของการรักษาไม่สามารถคาดเดาหรือรับประกันได้ ซึ่งก็เป็นไปตามกระบวนการธรรมชาตินั้นเอง กล่าวคือการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติของคู่สามีภรรยาที่สุขภาพแข็งแรงและมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่เหมาะสมนั้นมีโอกาสตั้งครรภ์ได้เพียง 20-30% เท่านั้นในแต่ละรอบเดือนที่ตกไข่
      หนึ่งในหลายๆเหตุผลที่ทำให้โอกาสการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติดูน้อยกว่าที่ควรจะเป็นคือตัวอ่อนไม่แข็งแรง ไม่สามารถที่จะฝังตัวในมดลูกได้ และตายไปหลังจากมีการปฏิสนธิเพียงไม่กี่วัน โดยขั้นตอนนี้อาจเกิดก่อนรอบเดือนถัดไป ทำให้สตรีที่ตั้งครรภ์ยังคงมีประจำเดือนตามปกติและไม่ทราบเลยว่าตนเองได้มีการตั้งครรภ์และแท้งไปแล้วในช่วงระยะเวลานั้น  จากข้อมูลดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าการตั้งครรภ์ด้วยวิธีธรรมชาตินั้นไม่ได้เกิดง่ายดายอย่างที่คิด และมีตัวอ่อนที่มีความผิดปกติทางโครโมโซมหรือโครงสร้างไม่สามารถฝังตัวในมดลูกได้ และทำให้เกิดการแท้งไปเป็นจำนวนมาก
      การใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์(เด็กหลอดแก้ว)ก็เช่นเดียวกันกับธรรมชาติ คือมีตัวอ่อนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถฝังตัวได้ และในจำนวนตัวอ่อนที่ฝังตัวได้สำเร็จก็จะมี 15-20% ไม่สามารถดำเนินการตั้งครรภ์ต่อไปได้ และแท้งไปในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์

Back